พระคัมภีร์  ฮาบากุก บทที่ 3:17-19

ข้าพเจ้าจะร่าเริงในพระเจ้า


คอลัมนิสต์คริสเตียน ผลงานเขียนคำหนุนใจ บทเรียนข้อคิดต่างๆ คำเทศนา
โดย ศิษยาภิบาลเรวัฒน์ เทพจักร์
คริสตจักรศรัทธาร่วมใจ

สถานการณ์บางสถานการณ์   เรื่องบางเรื่องเราอาจจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงมันได้เลย  บางเรื่องแม้กระทั่งเราตายไปแล้วมันก็อาจจะไม่เปลี่ยนได้   อย่ารอจนกว่าสถานการณ์ค่อยๆดีขึ้นก่อนถึงจะชื่นชมยินดีในชีวิต     สิ่งที่เราสามารถเปลี่ยนมันได้คือทัศนคติ  มุมมองของเราเอง  กระสวยของความคิดของเราเอง   พระคัมภีร์ที่หนุนใจเราในวันนี้ปรากฎในฮาบากุก   ข้อพระคัมภีร์ที่ถือเป็นพระคำโดดเด่นและชูใจคริสเตียนได้เป็นอย่างดีก็คือ ฮบก3:17-19    ซึ่งเป็นถ้อยคำของผู้เชื่อที่กล่าวว่า  ข้าพเจ้าจะร่าเริงในพระเจ้าแม้สถานการณ์จะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เลวร้ายขึ้น    จากความโศกเศร้าให้กลับกลายเป็นความชื่นบานยินดีในพระเจ้าได้โดย 3 ประการดังนี้

 1.เปิดใจกับพระเจ้า    ฮบก 1:1-4
เบื้อหลัง  :  คำว่าฮาบากุก    แปลว่า การสวมกอด   หรือในคำกริยาภาษฮีบรู   แปลว่า ประสานมือ   หรือโอบอุ้ม  ฮาบากุกรับใช้พระเจ้าในรัชสมัยของกษัตริย์เฮโอยาคิม      ฮาบากุกเป็นผู้เผยพระวจะ    ฮาบากุกได้เริ่มเขียนถึงข่าวสารแห่งความหวังและการหนุนใจ     แม้ว่าจะเกิดความสงสัย และสับสนในยามที่ความบาปแพร่ระบาด    แต่การที่ฮาบากุกได้พบพระเจ้า   เพ่งความสนใจไปหาพระเจ้า    เขาสามารถเปลี่ยนจากความสงสัย  กลายเป็นความศรัทธา  และเปลี่ยนความสับสนให้เป็นความเชื่อมั่นอีกครั้งได้อย่างไร?
      ก.จงสังเกตสิ่งที่ฮาบากุกถามพระเจ้า
-นานสักเท่าใด ?  พระองค์จะทรงสดับฟัง
-หรือจะต้องเผชิญกับความทารุณ สักเท่าใดพระเจ้าจะมาช่วย ?
-ไฉนให้ข้าพเจ้าเห็นการชั่ว  สภาพที่ตกต่ำ  ความบาป  ความไม่ยุติธรรม  การแบ่งแยก  การแตกกกแตกเผ่าในผู้
เชื่อ

หนังสือฮาบากุกเริ่มต้นด้วยการไต่ถามข้อกังหาต่อพระเจ้า     ( อีกนานสักเท่าใด ?)     เช่นเดียวกับคริสเตียนวันนี้มักถามพระเจ้าว่า  อีกนานไหม?      เราเองมีข้อกังขาไม่แพ้ฮาบากุก        คำถามมากมายที่ยังไม่ได้รับคำตอบที่โดนใจ จุใจอย่างเต็มๆ    ฮาบากุกตั้งคำถามว่าทำไมพระเจ้าให้ตนต้องมาเห็นสภาพความทารุน    ความบาป  ความชั่วร้าย  การทะเลาะวิวาท การทุ่มเถียง  ผู้คนจิตวิญญาณ  ถอยหลัง  เช่นเดียวกันเราผู้เชื่อ  เมื่อเราต้องเผชิญหน้ากับความสับสน คำถามที่ไม่เคลียร์  สารพัดปัญหาที่ล้อมรอบกาย  อาจทำให้เราสับสน และเกิดคำถามว่า   อีกนานไหมเนี้ย ?   อีกนานสักเท่าไรสิ่งที่เราทูลพระองค์จะตอบให้  เป็นสิ่งที่ดีเหลือเกินที่คริสเตียนเมื่อเผชิญปมปัญหาเราจะเพ่งความสนใจไปที่พระเจ้า    ทูลถามพระเจ้า  ปรึกษาพระเจ้า  คุยกับพระองค์ด้วยการเปิดจิตใจกับพระเจ้า

ตัวอย่าง เฮเซคียาห์  เมื่อพระเจ้าแจ้งว่าเขาต้องตาย  ให้รีบเคลียร์ธุระบ้านเมืองเสีย  พระองค์ก็ทุกข์ใจเหลือเกิน  จึงหันหน้าเข้า
ผนังร้องไห้ฟูมฟาย    พระองค์ยังไม่พร้อมที่จะตาย   ดูเหมือนมันไม่ยุติธรรมและไม่ค่อยเข้าท่าเลย    เขาจึงเริ่มอธิษฐานบอกถึงสิ่งที่เขากำลังต่อสู้หนัก    และสุดท้ายพระเจ้าทรงระลึกถึงคำอธิษฐานของเขา  จึงเพิ่มวันเวลาชีวิตต่อให้อีก 15 ปี
อิสยาห์ 38: 5 ”จงไปบอกเฮเซคียาห์ว่า พระเยโฮวาห์พระเจ้าของดาวิดบรรพบุรุษของเจ้าตรัสดังนี้ว่า  เราได้ยินคำอธิษฐาน
ของเจ้าแล้ว เราได้เห็นน้ำตาของเจ้าแล้ว ดูเถิด เราจะเพิ่มชีวิตให้เจ้าสิบห้าปี

ยอห์น16:24 แม้จนบัดนี้ท่านยังไม่ได้ขอสิ่งใดในนามของเรา จงขอเถิดแล้วจะได้ เพื่อความชื่นชมยินดีของท่านจะมีเต็มเปี่ยม            ดังนั้น :   ทุกๆวันของเราหากมีเรื่องราวอะไรจงทูลถามพระเจ้า  จงอ้อนวอนต่อพระองค์  ระบายความในใจทั้งสิ้นออกต่อพระเจ้า  อย่าเกรงใจพระเจ้า  อย่าคิดว่าเป็นการรบกวนพระ     ธรรมชาติของมนุษย์เขาไม่ชอบให้เราแบมือขอ คนมักจะลำคาญใจ   เบื่อหน่าย  แต่พระเจ้าชอบที่อยากให้เราทูลขอ ทูลถามพระองค์ตลอดเวลา     ดังนั้นอย่าหยุดอ้อนวอน……

    ข.จงสังเกตสิ่งที่ พระเจ้าตอบ  ฮบก 1:6
บ่อยครั้งที่คริสเตียนก็ประหลาดใจ  เมื่อขออย่างพระเจ้าตอบให้อีกอย่าง  ฮาบากุกขอพระเจ้าให้เขาผ่านพ้นปัญหา  แต่พระเจ้า
ให้เขาผ่านพบกับมรสุม   พระเจ้ากลับนำเอาบาบิโลนที่สมัยนั้นพวกนี้มีความขมขื่น และใจเร่าร้อนในการรบ  ในการล่าอาณานิคม   คนเหล่านี้ออกไปทั่วโลกเพื่อยึดเอาบ้านเมือง  ให้เกิดนองเลือดและสงคราม   คนเหล่านี้มีอาวุธมีเครื่องมือเหลือเชื่อ  มีม้าเหมือนวิ่งไวกว่าเสือดาว   ดุร้ายยิ่งกว่าหมายป่ายามเย็น   บินไปดุจดังนกอินทรีย์  และนำคนไปเป็นเชลย  อีกทั้งพวกเขาชอบหัวเราะเยะเย้ยให้กับศัตรู    บางครั้งที่เราขอขนมปัง  พระเจ้าเหมือนได้ก้อนหิน  ขอความสำเร็จกลับได้ความล้มเหลว  ขอเพื่อนกลับได้ศัตรูเพิ่ม  ขอความอดทนกลับได้การทดลองใจ        สิ่งเหล่านี้ไม่ได้บ่งบอกแสดงว่าพระเจ้าด้อยอำนาจไปแล้ว  หรือพระเจ้าแกล้งเรา หรือเทวดาถ้าจะบ้องๆ    แต่สิ่งเหล่านี้กำลังสอนเราอย่างไรหรือ ?

* พระเจ้าอยู่เหนือสถานการณ์ต่างๆในชีวิตของมนุษย์  ของท่าน และของข้าพเจ้า   พระเจ้าทรงพระสติปัญญาล้ำเลิศ
พระเจ้าต้องการให้บทเรียนแก่คนที่ทอดทิ้งพระเจ้า  เพื่อเขาจะกลับมาหาพระเจ้า  เรียนรู้จักพระเจ้าอีกครั้ง
* ทำให้เราเรียนรู้ว่า  เมื่ออธิษฐานไม่ควรตีกรอบคำตอบให้พระเจ้าทำตาม   หรือลอตหวยให้ออกตามใจตัวเอง   เป็นการ
ง่ายดายที่เราจะอธิษฐานแบบสั่งการไปเลยครับพระเจ้า    เราไม่แยแสว่าพระเจ้าคิดว่าอะไรดีที่สุด…
*บางครั้งสถานการณ์ที่เงียบเฉพาะพระพักตรพระเจ้า  ไม่ได้หมายความว่าพระเจ้าไม่สนใจใยดี

 

บางครั้งพระเจ้าให้สิ่งที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่เราตั้งความหวังไว้   บางครั้งพระเจ้าให้เราเผชิญกับกองทัพที่น่ากลัว     คริสเตียนจะต้องตั้งรับกับสิ่งที่คาดไม่ถึงเมื่อเราทูลขอต่อพระเจ้า        บางครั้งพระเจ้าใช้เครื่องมือที่หนักเพื่ออบรมสอน  และสร้างชีวิตของเรา    วันนี้เราอาจจะเคยนึกท้อใจที่อุตส่าห์ทุ่มเททั้งกายและใจเพื่อพระเจ้า และผู้อื่น   ตั้งใจอธิษฐานเผื่อใครบางคน      แทนที่เราน่าจะเห็นพระเจ้าทรงตอบ แต่เรากลับเห็นพระเจ้านิ่งเฉย        ตลอดเวลาที่ดำเนินกับพระเจ้า คงจะมีสารพัดคำถามมากมายที่ไม่เคลียร์   แต่เราก็ไม่ควรลืมที่จะต้องกราบทูลพระเจ้า  เปิดจิตใจ   เทจิตใจที่ปวดร้าว และความไม่เข้าใจทั้งหลายทั้งปวง  เทกองต่อพระเจ้า      แล้วเราก็จะพบกับความจริงและคำตอบ

2.เปิดตา  เปิดหูต่อพระเจ้า  ฮบก 2:1-2
ข้าพเจ้าเฝ้าดูอยู่     ข้าพเจ้ายืนที่หอคอย          ฮาบากุกกระทำเช่นนี้เพื่อ
1.พระเจ้าจะตรัสอะไรแก่ข้าพเจ้า ?
2.และข้าพเจ้าจะตอบพระองค์อย่างไร ?
บทเรียนจากบทนี้สอนให้เรารู้ว่า  เพียงแค่การทูลอธิษฐาน   มอบปัญหาต่อต่อพระเจ้าเท่านั้นไม่เพียงพอ    เราจำต้องทำมากกว่านั้นคือคอยรับใช้พระเจ้า   เป็นการสำแดงออกว่า
1.เราได้มอบปัญหาของเราเป็นปัญหาของพระเจ้า    เราจะต้องดึงตัวเองออกจากความกังวลใจ    1ปต5:7  จงละความกระวนกระวายไว้กับพระเจ้า      เพราะพระองค์ทรงห่วงใยชีวิตของเรา   โดยการยืนปักหลักอยู่ที่หอคอย    หอคอยของชาวยิวมีมากมาย   คนที่ยืนอยู่บนหอคอยที่ราบสูงจะได้เปรียบกว่า  จะสามารถมองเห็นทุกสิ่งเกิดขึ้นชัดเจนกว่า  เราควรจะหันหลังให้กับความกังวลใจเหล่านั้น  แล้วเพ่งไปที่พระเจ้า      นี่คือเคล็ดลับของความสุข  อ.เปาโลก็สอนเช่นกันใน  ฟป4:6-7    เมื่อเรามอบเรื่องเหล่านั้นต่อพระเจ้า  เราไม่มีสิทธิที่จะเอาสิ่งเหล่านั้นมาแก้ไขด้วยตัวของเราเองอีก    ถือเป็นการไม่ให้เกียรติพระเจ้า

2.แสดงถึงการคาดหวังคำตอบจากพระเจ้าเท่านั้น   ฮาบากุกยืนเฝ้าคอยพระเจ้าบนหอคอย  เพื่อที่จะมองดูว่าพระเจ้าจะทรงกระทำอย่างไร   เมื่อเราทูลอธิษฐานกับพระเจ้าเราต้องจริงจังและถือว่าเรื่องนั้นสำคัญอยู่  และเราเองก็ยังคงต้องการคำตอบนั้น   จดจ่ออยู่ที่พระเจ้าไม่ใช่จดจ่อกับสิ่งที่คาดหวัง    ( คริสเตียนหลายครั้งเมื่ออธิษฐานอะไร  เราก็ปักใจของเราอยู่กับสิ่งของที่ขอไป)    แต่ฮาบากุกท่านกลับตาจับจ้องอยู่ที่พระเจ้า    คอยเฝ้าดูว่าพระเจ้าจะตรัสบอกกับเขาเช่นไร     และเขาจะทูลด้วยความทุกข์อย่างไรต่อพระองค์

ดังนั้นคริสเตียนไม่เพียงแค่ระบายปัญหาความทุกข์ให้พระเจ้าฟังเท่านั้น  แต่เราจะต้องเฝ้าดูว่าพระเจ้าจะตอบแก่เราเช่นใด    ปัญหาของมนุษย์ทุกคนคือ  ชอบพูดแต่ไม่ชอบที่จะฟัง      นี่คือสิ่งที่พระคัมภีร์สอนไว้ว่า  ” จงช้าในการพูดไวในการฟัง”    ยากอบ 1:19 ดูก่อนพี่น้องที่รักของข้าพเจ้า จงทราบข้อนี้ จงให้ทุกคนไวในการฟัง ช้าในการพูด ช้าในการโกรธ          คนสมัยนี้กลับไวในการพูด   ไวในการโกรธ  โกรธง่ายๆ    โกรธให้กับเรื่องไม่เป็นเรื่อง    และเรามักเอาปืนใหญ่ไปไล่ยิ่งแมงวัน       สดุดี 46.10 กล่าวว่า ?จงนิ่งเสีย และรู้เถิดว่า เราคือพระเจ้า     บางครั้งปัญหาในครอบครัวเกิดขึ้น  เพราะการฟังไม่ได้ศัพท์จับไม่ได้ความ

 

3.เปลี่ยนความคิดใหม่     ฮบก 3:16
เมื่อฮาบากุกยืนเผชิญกับปัญหา  เห็นปัญหาจนชอกช้ำใจ เสียใจ  และสะเทือนใจ   จึงทำให้เขาวิตกกังวลใจ  มีความทุกข์ระทมใจ   ถ้อยคำแต่ละคำที่กล่าวเอยออกมามีแต่คำว่า ทำไม ?  ทำไม ?   อีกนานสักเท่าใดหรือ ?      ถ้อยคำเปล่านี้ส่อให้เห็นถึงคนที่กำลังสับสน เดินอยู่ในอ่างความคิด  อยู่ในวังวนของความท้อถอย      จึงทำให้เราเริ่มมองโลกในแง่ร้ายเสมอๆ  เห็นปัญหาเล็กๆเป็นปัญหาใหญ่ๆ    บางทีเราก็อาจจะวิพากวิจารณ์พระเจ้าไปต่างๆนาๆตามความคิด และการเห็นในมุมของเราเอง

เมื่อเราอยู่ปราศจากความคิดแบบพระเจ้า   มองจากหอคอยของตนเอง       เราจะเริ่มสงสัยพระเจ้า     เราเริ่มไม่อยากถวายสิบลดแด่พระเจ้า       เราเริ่มมีคำถามต่างๆนาๆว่าทำไมต้องทำ ?        ทำไมต้องทุ่มเทชีวิตกับพระเจ้าและคริสตจักร        บางทีเราก็อาจจะถามว่า  เราจะทำแบบนี้อีกนานสักเท่าใด ?           อะไรๆที่เราเคยทำให้พระเจ้าเราเริ่มตั้งแง่      และมีเงื่อนไขไปหมด  และเรียนรู้จักบ่นว่าพระเจ้า     ต่อรองพระเจ้า           และ ไม่อยากทำตามที่พระเจ้าบอกไว้ในพระคัมภีร์         โดยอ้างว่าสมัยนี้โลกเปลี่ยนแปลงไปแล้ว    เราคิดเล็กคิดน้อยต่อพี่น้องกันเอง        เริ่มไม่สดชื่นในจิตวิญญาณ       ทุกๆอย่างมองเป็นผลประโยชน์และธุรกิจเสียหมด       เวลาของเราก็เริ่มมีคุณค่าสำหรับตัวเอง  เป็นเงินเป็นทอง     เราเริ่มหาอะไรๆที่ให้คุณค่ากับตัวเองมากกว่าที่จะรับใช้พระเจ้า หรือผู้อื่น  เราเองก็ตั้งความหวังไว้สูง  มีมารตฐานของตัวเองไว้สูง   เราก็คิดว่าสิ่งที่เราคิดถูกต้องกว่าวิธีการของพระเจ้า    เราเริ่มเรียกให้พระเจ้าทำตามในสิ่งที่เราต้องการ     บางทีเราก็ตั้งระยะเวลากับพระเจ้าอีกต่างหากว่า  กี่วันพระเจ้าต้องให้เราเห็นชัดเจน….

แต่เมื่อฮาบากุกได้สัมผัสกับพระเจ้าอีกครั้ง    ได้เฝ้ารอคอยพระเจ้าตรัสกับเขา    มุมมองและทัศนคติของเขาก็เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม        เห็นได้ชัดเจน     และเขาก็ทูลปัญหาต่างๆที่กำลังต่อสู้และเผชิญกับอยู่นั้น       ทำให้เขาเริ่มเห็นทางออก   เห็นถึงคำตอบ   เห็นว่าวิธีของพระเจ้านั้นดีเหลือเข้าใจและเกินบรรยาย

ดังนั้นในคำอธิษฐานของเราควรจะเป็นคำอธิษฐานที่ถ่อมใจต่อพระเจ้า  ฮบก 3:1            ไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ  เมื่อฮาบากุกได้ยืนอยู่เหนือหอคอยที่สูง      และมองลงมาเห็นสภาพปัญหาต่างๆ   เขาไม่มีข้อกังขาใดๆ   เขากลับยื่นขออุทธรณ์ต่อพระเจ้าเพื่อขอการอภัยโทษจากพระเจ้า       ( ไม่รู้จะเหมือนคนไทยกำลังทำเพื่อคุณทักษิณหรือเปล่า )        ฮาบากุกเริ่มยอมรับได้ว่า    สิ่งที่พระเจ้าทำลงไปในชีวิตของเขาในบ้านเมืองของเขา   ในสังคมของเขานั่นถูกต้องดีแล้ว   สมแล้ว……

เขาเริ่มกล่าวไว้ใน ฮบก3:17-19 ว่า   แม้สถานการณ์จะไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นเลยสักเท่าไรเลย    ต้นมะเดื่อที่เคยดกดำก็ไร้ดอกบาน     เถาองุ่นก็เหี่ยวแห้งไป    แม้ต้นมะกอกเทศก็ตาย   ฟ้าฝนก็ไม่ได้ตกลงมาเพื่อทุ่งนา      ฝูงสัตว์ก็ล้มตายไปด้วยโรคซา  หรือหวัดหมู             สรุปแล้วก็คือว่า    สถานการณ์ที่เกิดขึ้นวันต่อวันไม่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นแต่อย่างใด    แต่คนของพระเจ้าที่รับการเปลี่ยนแปลงความคิดแล้ว      เขาจะยังสามารถมีความชื่นชมยินดีในพระเจ้าได้      ความสุขของเราไม่ได้ขึ้นอยู่กับเงินทอง    ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเงินของเรามีฝากไว้ธนาคารเท่าไร

ให้สังเกตว่า   ความกังวลถูกเปลี่ยนไปเป็นการนมัสการ       ความกลัวกลายเป็นความเชื่อ    ความหวาดระแวงกลายเป็นความไว้วางใจ    ความสิ้นหวังกลายเป็นความหวัง     และความปวดร้าวใจแสนสาหัสมลายกลายเป็นการเทิดทุนบูชา     สิ่งที่เริ่มต้นด้วยการสงสัยกลับจบลงด้วยความอัศจรรย์ใจ        คำตอบ ต่อคำถามของฮาบากุก ที่ขึ้นต้นด้วย คำว่า  เหตุไฉน (why?)   ความว้าวุ่นใจของเขา ถามว่า ? ทำไม   จึงมีแต่ความสับสนอลหม่าน      แต่ความสับสนนั้นก็ได้รับการเยียวยาด้วยความเข้าใจ       ที่ว่าใครเป็นผู้ควบคุมอยู่เหนือสถานการณ์ทั้งสิ้น        ผลลัพธ์ของการเปลี่ยนความคิดใหม่     ฮบก 3:16

เปลี่ยนมุมมองใหม่กับพระเจ้าแล้ว   จะนำมาซึ่งความชื่นชมยินดี และมีความหวังใจที่ไม่ได้ยึดติดว่าจะต้องมีอะไรๆ      ดังคนในโลกนี้คิดชีวิตคริสเตียนมีความสันติสุขแท้       ไม่ใช่เพราะว่าเรามั่งมีทางโลกอย่างเดียว      แต่สุขเกิดขึ้นได้   แม้ว่าสถานการณ์ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเลย         เรากลับเรียนรู้ที่จะปรับเปลี่ยนตัวเอง ความคิดของตนเองใหม่      เป็นสันติสุขที่เกินความเข้าใจ        ท่านก็จะไม่ทำเหมือนคนส่วนใหญ่  คือขมขื่นและต่อว่าพระเจ้า        ท่านกล่าวว่า  ?ถึงกระนั้นข้าพเจ้าจะร่าเริงในพระเจ้า  ข้าพเจ้าจะเปรมปรีดิ์ในพระเจ้าแห่งความรอดของข้าพเจ้า?         เพราะเหตุนี้  ท่านจึงได้รับกำลัง  ได้รับการปกป้อง  ได้รับการยกสูงขึ้นให้พ้นและมีชัยเหนือสถานการณ์  ท่านกล่าวต่อไปว่า ?พระเยโฮวาห์คือองค์พระผู้เป็นเจ้าทรง  เป็นกำลังของข้าพเจ้า  พระองค์ทรงกระทำเท้าของข้าพเจ้าเหมือนอย่างตีนกวางตัวเมีย  พระองค์ทรงกระทำให้ข้าพเจ้าเดินไปบนที่สูง? (ฮบก. ๓:๑๗-๑๙)     ดุจกวางน้อย   เป็นสัตว์ป่าชนิดหนึ่ง มีลักษณะของการระวังภัยสูงมากจึงมีอาการตื่นตัวและระมัดระวังภัยจนเป็นนิสัย      ตีนคู่หลังของกวางตัวเมียมีความสามารถที่จะย่ำลงบนรอยตีนคู่หน้าพอดีโดยไม่พลาดแม้แต่นิ้วเดียว  และยังสามารถตะกุยขึ้นที่สูงได้อย่างที่สัตว์ที่กำลังตามล่ามันไม่สามารถขึ้นได้  เมื่อคุณเลือกที่จะร่าเริงและเปรมปรีดิ์ในพระเจ้าอยู่เสมอ  พระองค์จะทรงประทานกำลังและความสามารถพิเศษให้คุณ  คุณจะไม่พลาดจากเส้นทางที่นำชีวิตให้ก้าวสูงขึ้น         หากชีวิตคุณในเวลานี้ดูเหมือนจะขาดทรัพย์สิ่งของ  อย่ามัวท้อแท้  พร่ำบ่น  ต่อว่า            อย่าเลื่อนวันแห่งความสุขของคุณออกไปอย่างไม่มีกำหนด      คุณมีทรัพย์ล้ำค่าที่ไม่มีใครแย่งไปจากคุณได้อยู่ภายใน  คุณมีความชื่นบาน  สันติสุขและความชื่นชมยินดีของพระเยซูเอง  ตัดสินใจวันนี้ที่จะเลือกร่าเริงในพระเจ้า  เปรมปรีดิ์ในพระเจ้าแห่งความรอดของคุณ         คุณจะมีความชื่นบานยิ่งกว่าได้ทรัพย์สินใดใดในโลก          พระเจ้าจะทรงประทานกำลังและความสามารถพิเศษให้กับคุณ       จะทรงนำคุณสู่เส้นทางที่พระองค์จะทรงยกคุณขึ้นสูงและมีชัยเหลือล้นเหนือสถานการณ์  และจะมีประสบการณ์กับชีวิตครบบริบูรณ์ที่พระเยซูได้เสด็จมาเพื่อประทานแด่คุณ